รายละเอียดข่าว
บทความจาก January Optical

เลนส์หลักร้อย vs หลักพัน ต่างกันตรงไหน?
เวลาไปตัดแว่น หลายคนน่าจะเคยสงสัยว่า
“ค่าสายตาก็เท่ากัน แล้วทำไมเลนส์บางคู่ราคาไม่กี่ร้อย แต่บางรุ่นราคาหลักพัน?”
จริง ๆ แล้วเลนส์แว่นไม่ได้ต่างกันแค่ยี่ห้อหรือราคา แต่ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่าง เช่น
ความบางของเลนส์ คุณภาพของผิวเลนส์ การลดแสงสะท้อน ความทนต่อคราบและรอย รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการออกแบบเลนส์
แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนเลยว่า
เลนส์แพงกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคนมากกว่าเสมอไป
บางคนใช้เลนส์พื้นฐานก็เพียงพอแล้ว ขณะที่บางคนอาจได้ประโยชน์จากเลนส์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้น
1. สิ่งที่เห็นง่ายที่สุด คือ “ความหนาของเลนส์”
ลองนึกภาพคนสองคนที่มีค่าสายตาสั้นเท่ากัน
คนแรกเลือกเลนส์ทั่วไป ส่วนอีกคนเลือกเลนส์ที่ใช้วัสดุที่สามารถทำให้เลนส์บางลงได้
แม้ว่าค่าสายตาจะเท่ากัน แต่เมื่อใส่ในกรอบแว่นแบบเดียวกัน ความหนาของขอบเลนส์อาจต่างกัน
เลนส์ที่ทำให้บางลงได้มากกว่ามักมีราคาสูงขึ้น เพราะใช้วัสดุที่สามารถหักเหแสงได้มากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องใช้เนื้อเลนส์หนามากเพื่อแก้ค่าสายตาเดียวกัน
เวลาเลือกร้านแว่น เราจึงอาจเห็นตัวเลข เช่น
1.50 / 1.56 / 1.60 / 1.67 / 1.74
ตัวเลขเหล่านี้เรียกว่า ดัชนีหักเหของเลนส์
ไม่ต้องจำศัพท์ก็ได้ครับ ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า
โดยทั่วไป ตัวเลขยิ่งสูง ก็ยิ่งมีโอกาสทำเลนส์ให้บางลงได้มากขึ้น
โดยเฉพาะคนที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเลือกตัวเลขสูงที่สุด เพราะถ้าค่าสายตาไม่ได้สูงมาก ความแตกต่างของความหนาอาจไม่ชัดเจนจนคุ้มกับราคาที่เพิ่มขึ้น

2. เลนส์ราคาแพงขึ้น อาจไม่ได้แค่ “บางขึ้น”
อีกเรื่องที่ทำให้ราคาแตกต่างกันคือ วิธีการออกแบบตัวเลนส์
เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนรองเท้าครับ
รองเท้าคู่หนึ่งเป็นไซซ์มาตรฐานที่ผลิตมาให้คนทั่วไปใช้ได้
แต่อีกรุ่นหนึ่งอาจได้รับการออกแบบให้เข้ากับรูปเท้าหรือลักษณะการใช้งานมากขึ้น
เลนส์แว่นก็คล้ายกัน
เลนส์พื้นฐานถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานทั่วไป ส่วนเลนส์บางรุ่นใช้คอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณรายละเอียดบนผิวเลนส์มากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่มองผ่านบริเวณต่าง ๆ ของเลนส์ได้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น
เรื่องนี้อาจมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับคนที่
-
มีค่าสายตาค่อนข้างสูง
-
มีสายตาเอียง
-
ใส่แว่นตลอดวัน
-
ใช้แว่นทำงานเฉพาะทาง
-
หรือใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ
ดังนั้นเลนส์ที่ราคาสูงขึ้นบางรุ่น จึงไม่ได้แพงขึ้นเพราะ “บางกว่า” อย่างเดียว แต่อาจมีเทคโนโลยีในการออกแบบเลนส์เพิ่มเติมด้วย
3. สิ่งที่หลายคนมองไม่เห็น แต่ใช้ทุกวัน คือ “สารเคลือบเลนส์”
เวลาเลือกเลนส์ หลายคนอาจสนใจแค่ค่าสายตาหรือความบาง
แต่สิ่งที่เราสัมผัสและใช้งานอยู่ทุกวันจริง ๆ คือ ผิวด้านนอกของเลนส์
เลนส์แต่ละรุ่นอาจมีการเคลือบผิวไม่เหมือนกัน
บางรุ่นเป็นการเคลือบพื้นฐาน ขณะที่บางรุ่นมีระบบเคลือบหลายชั้น เพื่อเพิ่มคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น
-
ช่วยลดแสงสะท้อน
-
ช่วยให้ผิวเลนส์ทนต่อรอยมากขึ้น
-
ลดการเกาะของคราบมัน
-
ลดการเกาะของหยดน้ำ
-
ทำความสะอาดง่ายขึ้น
ลองนึกถึงหน้าจอโทรศัพท์ครับ
กระจกหน้าจอธรรมดากับหน้าจอที่มีการเคลือบผิวอย่างดี เวลาสัมผัสหรือเช็ดคราบมัน ความรู้สึกและความสะอาดอาจแตกต่างกัน
เลนส์แว่นก็คล้ายกัน
อย่างไรก็ตาม คำว่า “กันรอย” ไม่ได้หมายความว่าเลนส์จะไม่มีวันเป็นรอย
การเคลือบเพียงช่วยเพิ่มความทนทาน หากนำเสื้อ กระดาษทิชชูหยาบ หรือผ้าที่มีเม็ดฝุ่นมาเช็ดเลนส์ ก็ยังมีโอกาสทำให้เกิดรอยได้

“เลนส์ไม่ได้มีแค่เนื้อเลนส์ แต่ยังมีชั้นเคลือบผิวที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการใช้งาน”
4. แล้วคำว่า “ลดแสงสะท้อน” สำคัญอย่างไร?
ลองยืนใต้หลอดไฟแล้วมองแว่นของใครสักคน
บางครั้งเราจะเห็นแสงจากหลอดไฟสะท้อนอยู่บนหน้าเลนส์จนมองเห็นดวงตาไม่ชัด
การเคลือบลดแสงสะท้อน หรือที่หลายคนคุ้นกับคำว่า มัลติโค้ท จะช่วยลดแสงที่สะท้อนกลับจากผิวเลนส์
ข้อดีคือ เวลามองผ่านเลนส์อาจรู้สึกสบายขึ้นในบางสภาพแสง และเมื่อคนอื่นมองหน้าเรา ก็จะมองเห็นดวงตาได้ชัดขึ้น เพราะแสงสะท้อนบนหน้าเลนส์ลดลง
คุณสมบัตินี้อาจมีประโยชน์กับคนที่
-
ขับรถตอนกลางคืน
-
ทำงานในสถานที่ที่มีแสงไฟหลายจุด
-
ใช้หน้าจอเป็นเวลานาน
-
หรือไม่ชอบแสงสะท้อนบนหน้าเลนส์
คุณภาพของการเคลือบจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณา ไม่ใช่ดูเฉพาะความบางของเลนส์เท่านั้น

5. เลนส์บางรุ่นวัดละเอียดกว่าแค่ค่าสายตา
เวลาเราตัดแว่นทั่วไป จะมีข้อมูลสำคัญ เช่น
สายตาสั้นเท่าไร
สายตายาวเท่าไร
มีสายตาเอียงหรือไม่
แต่สำหรับเลนส์บางประเภท ยังสามารถนำข้อมูลเพิ่มเติมมาช่วยในการออกแบบ เช่น
-
ระยะห่างระหว่างรูม่านตา
-
ตำแหน่งรูม่านตาเมื่อใส่กรอบจริง
-
ความสูงของดวงตาในกรอบ
-
ตำแหน่งและองศาของกรอบเมื่ออยู่บนใบหน้า
พูดง่าย ๆ คือ
แทนที่จะรู้เพียงว่า
“สายตาของเรามีค่าเท่าไร”
ระบบยังดูเพิ่มเติมว่า
“เวลาเราใส่แว่นจริง ๆ ดวงตาอยู่ตรงตำแหน่งไหนเมื่อเทียบกับตัวเลนส์”
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับเลนส์บางประเภท โดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์ที่มีการออกแบบเฉพาะบุคคล

6. ถ้าเป็นเลนส์โปรเกรสซีฟ ราคายิ่งต่างกันได้มาก
เลนส์โปรเกรสซีฟ คือเลนส์ที่รวมการมองหลายระยะไว้ในเลนส์คู่เดียว
ด้านบนใช้สำหรับมองไกล
ตรงกลางใช้สำหรับมองระยะกลาง
ด้านล่างใช้สำหรับมองใกล้
ฟังดูเหมือนง่าย แต่การทำให้ทั้งสามระยะอยู่ในเลนส์เดียวกันและใช้งานได้สบาย ต้องอาศัยการออกแบบที่ค่อนข้างละเอียด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเลนส์โปรเกรสซีฟจึงมีราคาตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงราคาค่อนข้างสูง
รุ่นที่สูงขึ้นอาจมีการออกแบบพื้นที่การมองให้เหมาะกับผู้ใช้มากขึ้น ลดบริเวณที่รู้สึกพร่าด้านข้าง หรือมีการนำข้อมูลของผู้สวมใส่มาช่วยในการออกแบบมากขึ้น
ดังนั้น เวลาเปรียบเทียบราคาเลนส์โปรเกรสซีฟ ไม่ควรถามเพียงว่า
“อันนี้ราคาเท่าไร?”
แต่ควรถามเพิ่มว่า
“แต่ละรุ่นต่างกันตรงไหน และสิ่งที่ต่างนั้นเหมาะกับการใช้งานของเราหรือไม่?”
7. แล้วเลนส์ราคาหลักร้อยไม่ดีหรือ?
ไม่ใช่ครับ
นี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่อยากให้เข้าใจ
เลนส์ราคาหลักร้อยไม่ได้หมายความว่าเป็นเลนส์ที่ไม่ดี
หากคุณ
-
มีค่าสายตาไม่สูงมาก
-
ใช้เลนส์ชั้นเดียวทั่วไป
-
ไม่ได้ต้องการเลนส์บางเป็นพิเศษ
-
ใช้เป็นแว่นสำรอง
-
หรือมีงบประมาณจำกัด
เลนส์พื้นฐานที่ได้ค่าสายตาถูกต้อง วัดตำแหน่งอย่างเหมาะสม และประกอบแว่นได้ถูกต้อง ก็สามารถใช้งานได้ดีครับ
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า
“แพงหรือถูก”
แต่คือ
“เหมาะกับผู้ใช้หรือไม่”
8. แล้วใครบ้างที่อาจได้ประโยชน์จากการเพิ่มงบ?
คุณอาจลองพิจารณาเลนส์ระดับที่สูงขึ้น หาก
-
มีค่าสายตาค่อนข้างสูง
-
ต้องการให้เลนส์บางลง
-
ใส่แว่นตั้งแต่เช้าถึงเย็น
-
รำคาญแสงสะท้อน
-
ขับรถตอนกลางคืนบ่อย
-
อยากได้เลนส์ที่เช็ดคราบง่ายขึ้น
-
ใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ
-
หรือต้องการเลนส์ที่ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานมากขึ้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลือกรุ่นแพงที่สุดเสมอไป
เวลาไปตัดแว่น ควรถามอะไร?
ถ้าเราไม่รู้เรื่องเลนส์เลย ก็ไม่ต้องกังวลครับ
ลองถามร้านแว่นง่าย ๆ เพียง 4 ข้อ
1. เลนส์ตัวนี้เหมาะกับค่าสายตาของผมหรือไม่?
2. ถ้าเพิ่มเงินขึ้นไปอีกหนึ่งรุ่น ผมจะได้อะไรเพิ่ม?
3. สิ่งที่เพิ่มขึ้น ผมจะรู้สึกถึงความแตกต่างตอนใช้งานจริงหรือไม่?
4. จากลักษณะการใช้งานของผม จำเป็นต้องเลือกรุ่นนี้ไหม?
ร้านแว่นควรสามารถอธิบายได้ว่า
ทำไมถึงแนะนำเลนส์รุ่นนี้
มากกว่าบอกเพียงว่า
“ตัวแพงกว่าดีกว่า”
เลนส์ราคาหลักร้อยกับหลักพัน ไม่ได้ต่างกันเพียงเพราะยี่ห้อ
ราคาที่เพิ่มขึ้นอาจมาจาก
ความบางของเลนส์ + การออกแบบเลนส์ + คุณภาพของสารเคลือบ + ความทนทาน + การปรับให้เหมาะกับผู้ใช้งาน
แต่คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่
“เลนส์ไหนแพงที่สุด?”
แต่ควรถามว่า
“เลนส์แบบไหนเหมาะกับสายตาและชีวิตประจำวันของเราที่สุด?”
เพราะบางคนใช้เลนส์พื้นฐานก็เพียงพอแล้ว
ขณะที่บางคนอาจคุ้มกว่าที่จะเพิ่มงบ เพื่อให้ได้เลนส์ที่บางลง ดูแลรักษาง่ายขึ้น ลดแสงสะท้อนได้ดีขึ้น หรือเหมาะกับรูปแบบการใช้สายตามากขึ้น
ที่ January Optical เราอยากให้ลูกค้าเข้าใจว่า เงินที่จ่ายเพิ่มไปนั้น ได้อะไรเพิ่มขึ้น และจำเป็นกับการใช้งานจริงหรือไม่ เพื่อให้สามารถเลือกเลนส์ได้เหมาะกับทั้งค่าสายตา การใช้งาน และงบประมาณของตัวเอง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
-
Pillay R, Hansraj R, Rampersad N.
Historical Development, Applications and Advances in Materials Used in Spectacle Lenses and Contact Lenses.
Clinical Optometry. 2020;12:157–167.
ใช้อ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุเลนส์ พลาสติก High Index การเคลือบผิวเลนส์ และพัฒนาการของเลนส์สายตา
อ่านบทความจาก PubMed Central
อ่านจากวารสาร Clinical Optometry -
ZEISS Vision Care — Eyeglass Lens Ingredients
ข้อมูลเกี่ยวกับค่าดัชนีหักเหของเลนส์ เช่น 1.50, 1.60, 1.67 และ 1.74 รวมถึงผลต่อความหนาและน้ำหนักของเลนส์
ZEISS – Eyeglass Lens Ingredients -
ZEISS Vision Care — Single Vision Lenses
ข้อมูลเกี่ยวกับเลนส์แบบมาตรฐาน เลนส์ Aspheric, Freeform และเลนส์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงตำแหน่งการสวมจริงของผู้ใช้
ZEISS – Single Vision Lenses -
HOYA Vision Care — Anti-Reflective Coatings
ข้อมูลเกี่ยวกับสารเคลือบลดแสงสะท้อน ความทนต่อรอย การลดการเกาะของน้ำ ฝุ่น และคราบบนผิวเลนส์
HOYA Vision Care – การเคลือบผิวเลนส์
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเลนส์สายตา คุณสมบัติของเลนส์แต่ละรุ่นอาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต รุ่นเลนส์ ค่าสายตา กรอบแว่น และลักษณะการใช้งาน ควรเลือกเลนส์ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล