รายละเอียดข่าว
บทความจาก January Optical
ในยุคปี 2026 มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และทีวี กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กแทบทุกวัน เด็กหลายคนใช้หน้าจอเพื่อเรียนออนไลน์ ทำการบ้าน ดูการ์ตูน เล่นเกม หรือคุยกับเพื่อน จนบางครั้งผู้ปกครองเริ่มกังวลว่า “ลูกใช้จอเยอะเกินไปไหม?” และ “จะทำให้สายตาสั้นเร็วขึ้นหรือเปล่า?”
คำตอบแบบเข้าใจง่ายคือ การใช้จอมาก ๆ อาจมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงสายตาสั้นในเด็กและวัยรุ่นได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้จอใกล้ตาเป็นเวลานาน พักสายน้อย และใช้ชีวิตอยู่ในบ้านมากกว่ากลางแจ้ง งานทบทวนและวิเคราะห์งานวิจัยในปี 2025 พบความสัมพันธ์ระหว่างเวลาหน้าจอดิจิทัลกับความเสี่ยงสายตาสั้น โดยรวบรวมข้อมูลจาก 45 งานศึกษา รวมผู้เข้าร่วมกว่า 335,000 คน อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่าไม่ได้หมายความว่า “มือถือทำให้สายตาสั้นทุกคน” แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรระวังร่วมกับพันธุกรรม พฤติกรรมมองใกล้ และเวลาที่เด็กใช้กลางแจ้ง
สายตาสั้นในเด็กคืออะไร?
สายตาสั้น คือภาวะที่เด็กมองไกลไม่ชัด แต่มองใกล้ได้ดีกว่า เช่น มองกระดานในห้องเรียนไม่ชัด มองป้ายไกล ๆ เบลอ ต้องหรี่ตา หรือขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงจะเห็นชัด สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างตาที่ทำให้แสงไปโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้ภาพระยะไกลไม่คมชัด
สำหรับเด็ก ปัญหาสายตาสั้นไม่ใช่แค่เรื่องมองไม่ชัดเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบกับการเรียน ความมั่นใจ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ เด็กบางคนเรียนไม่ทัน เพราะมองกระดานไม่ชัด แต่ไม่กล้าบอกครูหรือพ่อแม่ บางคนดูเหมือนไม่ตั้งใจเรียน ทั้งที่จริงแล้วเขาอาจมองเห็นไม่ชัดตั้งแต่แรก

“เด็กบางคนไม่ได้ดื้อหรือไม่ตั้งใจเรียน แต่อาจมองเห็นไม่ชัดโดยไม่รู้ตัว”
เด็กติดจอเกี่ยวกับสายตาสั้นอย่างไร?
เวลาที่เด็กใช้มือถือหรือแท็บเล็ต มักเป็นการมองใกล้ในระยะเดิมเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อตาต้องทำงานต่อเนื่อง หากใช้นานโดยไม่พัก อาจทำให้เกิดอาการตาล้า ปวดตา แสบตา ตาแห้ง หรือปวดศีรษะได้ American Optometric Association แนะนำหลักการพักสายตาแบบ 20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาที ให้พักสายตาโดยมองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อลดอาการตาล้าจากหน้าจอ
นอกจากการใช้จอแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญมากคือ “เวลานอกบ้าน” แหล่งข้อมูลด้านจักษุอย่าง American Academy of Ophthalmology ระบุว่า การใช้เวลากลางแจ้ง โดยเฉพาะในวัยเด็ก มีส่วนช่วยชะลอการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นได้ในบางกรณี
พูดง่าย ๆ คือ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “จอ” อย่างเดียว แต่อยู่ที่รูปแบบชีวิตของเด็กในยุคใหม่ที่มองใกล้นานขึ้น พักสายตาน้อยลง และออกไปเล่นกลางแจ้งน้อยลง เมื่อรวมกันหลายปัจจัย จึงทำให้พ่อแม่ควรใส่ใจเรื่องสายตาของลูกมากขึ้น
สัญญาณที่พ่อแม่ควรสังเกต
เด็กหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมองไม่ชัด เพราะเขาอาจคิดว่าการเห็นแบบนั้นคือเรื่องปกติ พ่อแม่จึงควรสังเกตพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น
ลูกชอบหรี่ตาเวลามองไกล
นั่งดูทีวีใกล้กว่าปกติ
ถือหนังสือ มือถือ หรือแท็บเล็ตใกล้หน้า
บ่นปวดหัว ปวดตา หรือแสบตาหลังใช้จอ
ขยี้ตาบ่อย กะพริบตาบ่อย
มองกระดานไม่ชัด
อ่านหนังสือแล้วเบื่อง่าย
ทำการบ้านแล้วล้าเร็ว
เอียงคอหรือปิดตาข้างหนึ่งเวลามอง
ไม่อยากอ่านหนังสือหรือหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้สายตา
ถ้าพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอให้ลูกบ่นว่ามองไม่ชัด เพราะเด็กบางคนอธิบายอาการไม่ถูก การพาเด็กมาตรวจสายตาจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้รู้ปัญหาได้เร็วขึ้น

ใช้จอได้ไหม หรือต้องห้ามลูกเล่นมือถือ?
ไม่จำเป็นต้องห้ามทั้งหมดครับ เพราะในชีวิตจริง เด็กหลายคนต้องใช้จอเพื่อเรียนและทำกิจกรรมต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือการใช้ให้เหมาะสม และมีช่วงพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ
พ่อแม่อาจเริ่มจากการกำหนดเวลาการใช้จอให้ชัดเจน ไม่ให้เด็กใช้จอต่อเนื่องนานเกินไป จัดระยะหน้าจอให้ห่างพอสมควร ไม่ให้ถือมือถือชิดตาเกินไป ปรับแสงหน้าจอไม่ให้สว่างจ้าหรือมืดเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้จอในห้องมืด
อีกข้อที่สำคัญคือ ควรชวนลูกออกไปเล่นนอกบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นกีฬาหนัก ๆ อาจเป็นเดินเล่น ปั่นจักรยาน เล่นสนามเด็กเล่น หรือกิจกรรมครอบครัวนอกบ้านก็ได้ แหล่งข้อมูลด้านสายตาหลายแห่งสนับสนุนว่าเวลานอกบ้านมีประโยชน์ต่อสุขภาพตาและอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดสายตาสั้นในเด็กได้

“ให้เด็กพักจากหน้าจอ และเพิ่มเวลากลางแจ้ง เป็นวิธีดูแลสายตาที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน”
วิธีดูแลสายตาลูกแบบง่าย ๆ ที่บ้าน
พ่อแม่สามารถเริ่มดูแลสายตาลูกได้จากพฤติกรรมประจำวัน ไม่จำเป็นต้องรอให้สายตาสั้นก่อน
อย่างแรกคือ ใช้กฎ 20-20-20 เมื่อลูกใช้จอนาน ๆ ทุก 20 นาที ให้มองไกลประมาณ 20 วินาที อาจทำเป็นเกมเล็ก ๆ เช่น มองต้นไม้ มองหน้าต่าง หรือมองของที่อยู่ไกลในบ้าน
อย่างที่สองคือ จัดมุมอ่านหนังสือและมุมทำการบ้านให้มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดเกินไป และไม่ให้แสงสะท้อนเข้าตาโดยตรง
อย่างที่สามคือ สอนให้ลูกถือหนังสือหรือแท็บเล็ตในระยะที่เหมาะสม ไม่ชิดหน้ามากเกินไป และไม่ควรนอนดูมือถือ เพราะมักทำให้ระยะใกล้เกินและใช้สายตานานโดยไม่รู้ตัว
อย่างที่สี่คือ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้งในแต่ละวันให้มากขึ้น เพราะเด็กที่อยู่แต่ในบ้านและใช้สายตาระยะใกล้มาก อาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาสายตาสั้นมากขึ้นเมื่อเทียบกับเด็กที่มีเวลานอกบ้านมากกว่า
อย่างสุดท้ายคือ ตรวจสายตาเป็นระยะ โดยเฉพาะก่อนเปิดเทอม หรือเมื่อเริ่มมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย เช่น หรี่ตา มองกระดานไม่ชัด หรือบ่นปวดหัวบ่อย ๆ American Academy of Ophthalmology มีคำแนะนำเรื่องการตรวจคัดกรองการมองเห็นในเด็กตั้งแต่วัยเล็กและต่อเนื่องในวัยเรียน ส่วนแนวทางของ AOA ระบุว่าเด็กวัยเรียนควรได้รับการตรวจตาเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ
ถ้าลูกสายตาสั้นแล้ว ควรทำอย่างไร?
ถ้าตรวจแล้วพบว่าสายตาสั้น สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยให้ลูกมองเบลอ เพราะการมองไม่ชัดอาจทำให้เด็กใช้ชีวิตลำบากขึ้น ทั้งการเรียน การอ่านหนังสือ การเล่นกีฬา และความมั่นใจ แว่นสายตาที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กมองเห็นชัดขึ้นและใช้ชีวิตประจำวันได้สบายขึ้น
การเลือกแว่นเด็กควรดูมากกว่าความสวย ต้องคำนึงถึงความเบา ความแข็งแรง ความกระชับ ไม่บีบจมูก ไม่ไหลง่าย และเหมาะกับกิจกรรมของเด็ก เพราะเด็กมักเคลื่อนไหวเยอะ กรอบแว่นจึงควรใส่สบายและปลอดภัย
เลนส์ก็ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น เลนส์ที่มองชัด เคลือบผิวช่วยลดแสงสะท้อน ทำความสะอาดง่าย และเหมาะกับค่าสายตาของเด็กแต่ละคน สิ่งที่ไม่ควรทำคือซื้อแว่นสำเร็จรูปหรือใช้แว่นของคนอื่นแทน เพราะค่าสายตา ระยะห่างตา และรูปหน้าของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

“แว่นเด็กควรเลือกให้ใส่สบาย กระชับ และเหมาะกับค่าสายตาของแต่ละคน”
ทำไมควรตรวจสายตาก่อนเปิดเทอม?
ช่วงก่อนเปิดเทอมเป็นเวลาที่ดีมากในการพาลูกมาตรวจสายตา เพราะเด็กกำลังจะกลับไปใช้สายตากับการเรียนเต็มรูปแบบ ทั้งมองกระดาน อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต ทำการบ้าน และทำกิจกรรมในห้องเรียน หากลูกมองไม่ชัดตั้งแต่ต้นเทอม อาจส่งผลต่อการเรียนและความมั่นใจโดยที่พ่อแม่ไม่ทันสังเกต
การตรวจสายตาก่อนเปิดเทอมช่วยให้รู้ว่าลูกมีค่าสายตาหรือไม่ แว่นเดิมยังพอดีไหม ค่าสายตาเปลี่ยนหรือเปล่า และกรอบแว่นเดิมยังใส่สบายอยู่ไหม สำหรับเด็กที่มีแว่นอยู่แล้ว ควรเช็กทั้งค่าสายตา สภาพเลนส์ รอยขีดข่วน น็อต ขาแว่น และแป้นจมูก เพราะแว่นที่หลวม เอียง หรือเลนส์มีรอยมาก อาจทำให้การมองเห็นไม่สบายได้
สรุป: เด็กติดจอไม่ได้น่ากลัว ถ้าพ่อแม่ดูแลให้ถูกวิธี
เด็กยุคนี้หลีกเลี่ยงหน้าจอได้ยาก แต่พ่อแม่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสายตาลูกได้ ด้วยการจำกัดเวลาการใช้จอ พักสายตาเป็นระยะ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง จัดแสงให้เหมาะสม และสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นของลูกอย่างใกล้ชิด
ถ้าลูกเริ่มหรี่ตา ดูทีวีใกล้ ถือมือถือใกล้หน้า บ่นปวดหัว หรือมองกระดานไม่ชัด อย่ารอให้ปัญหาหนักขึ้น การตรวจสายตาเป็นระยะ โดยเฉพาะก่อนเปิดเทอม เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้พ่อแม่รู้ทันปัญหา และช่วยให้ลูกมองเห็นชัด เรียนได้สบาย และใช้ชีวิตได้มั่นใจมากขึ้น
January Optical พร้อมให้คำแนะนำเรื่องแว่นเด็ก ตรวจวัดสายตา และเลือกกรอบแว่นที่เหมาะกับการใช้งานจริง เพื่อให้เด็ก ๆ ได้แว่นที่ใส่สบาย มองชัด และพร้อมสำหรับทุกวันของการเรียนรู้
![]()