ข้ามไปยังเนื้อหา
ร้านแว่นตา วัดสายตาฟรี ประกอบแว่น เปลี่ยนเลนส์ ดูแลแว่นฟรี ครบจบในร้านเดียว
โทร 090-245-1659 | LINE @jan-optic
January Optical Updates
บทความ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 04:08 น. อ่าน 84 ครั้ง

ปัญหาสายตาในชีวิตประจำวัน ที่หลายคนมองข้าม

ทุกวันนี้เราใช้สายตาหนักกว่าที่คิด ทั้งดูมือถือ ทำงานหน้าคอม ขับรถกลางคืน อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ดูทีวี หลายครั้งอาการเล็ก ๆ เช่น ปวดตา มองไม่ชัด แสงฟุ้ง หรืออ่านใกล้ไม่ชัด อาจเป็นสัญญาณว่าค่าสายตาเริ่มเปลี่ยน หรือแว่นเดิมอาจไม่เหมาะกับการใช้งานแล้ว

ปัญหาสายตาในชีวิตประจำวัน ที่หลายคนมองข้าม
บทความ January Optical
News Detail

รายละเอียดข่าว

บทความจาก January Optical

ปรับขนาดตัวอักษรบทความ เลือกขนาดที่อ่านสบาย ก่อนเริ่มอ่านเนื้อหา
ขนาดปกติ

ทุกวันนี้เราใช้สายตาหนักกว่าที่คิด ทั้งดูมือถือ ทำงานหน้าคอม ขับรถกลางคืน อ่านหนังสือ หรือแม้แต่ดูทีวี หลายครั้งอาการเล็ก ๆ เช่น ปวดตา มองไม่ชัด แสงฟุ้ง หรืออ่านใกล้ไม่ชัด อาจเป็นสัญญาณว่าค่าสายตาเริ่มเปลี่ยน หรือแว่นเดิมอาจไม่เหมาะกับการใช้งานแล้ว

1. ใช้จอนานแล้วปวดตา ตาพร่า แสบตา

อาการนี้พบได้บ่อยมากในคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา คนขายออนไลน์ และคนที่ใช้มือถือทั้งวัน สาเหตุอาจมาจากการจ้องจอนานเกินไป กะพริบตาน้อย แสงจ้าเกินไป หรือค่าสายตาไม่เหมาะกับการใช้งานหน้าจอ

วิธีดูแลเบื้องต้นคือพักสายตาเป็นช่วง ๆ โดยใช้หลัก 20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาที ให้มองไกลประมาณ 20 ฟุต นาน 20 วินาที เพื่อลดความล้าของดวงตา ซึ่งเป็นคำแนะนำจาก American Optometric Association สำหรับผู้ที่มีอาการล้าตาจากการใช้จอ

2. ขับรถกลางคืนแล้วแสงฟุ้ง ไฟแตก

หลายคนคิดว่าแสงฟุ้งตอนกลางคืนเป็นเรื่องปกติ แต่จริง ๆ แล้วอาจเกี่ยวกับหลายปัจจัย เช่น ค่าสายตาเอียง แว่นเดิมไม่ตรงค่าสายตา เลนส์เป็นรอย เคลือบเลนส์เสื่อม หรือมีอาการตาแห้งร่วมด้วย

ถ้าขับรถแล้วมองป้ายไม่ชัด ไฟหน้ารถแตกเป็นแฉก หรือรู้สึกไม่มั่นใจเวลาเจอแสงไฟตอนกลางคืน ควรเช็กทั้ง ค่าสายตาและสภาพเลนส์แว่น เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่สายตาอย่างเดียว แต่อยู่ที่เลนส์ที่ใช้งานมานานแล้ว

3. อายุ 40+ อ่านมือถือไม่ชัด ต้องยื่นไกลขึ้น

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอ่านตัวหนังสือเล็ก ๆ ไม่ชัด ต้องยื่นมือถือออกไปไกลกว่าเดิม หรืออ่านเมนูอาหารแล้วต้องเพ่ง อาจเป็นอาการของ สายตายาวตามวัย ซึ่งมักเริ่มสังเกตได้ในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป Mayo Clinic อธิบายว่าสายตายาวตามวัยเป็นการที่ตาค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการโฟกัสวัตถุใกล้ และมักเริ่มชัดในวัย 40 ต้น ๆ ถึงกลาง ๆ

ปัญหานี้ไม่ได้น่ากังวล แต่ควรเลือกแว่นให้เหมาะ เช่น แว่นอ่านหนังสือ แว่นทำงาน หรือเลนส์โปรเกรสซีฟ ขึ้นอยู่กับการใช้งานจริงของแต่ละคน

4. เด็กนั่งใกล้ทีวี ขยี้ตา หรือเพ่งบ่อย

เด็กหลายคนอาจยังอธิบายไม่ได้ว่ามองไม่ชัด พ่อแม่จึงควรสังเกตพฤติกรรม เช่น นั่งใกล้ทีวีมากผิดปกติ ขยี้ตาบ่อย กะพริบตาถี่ เอียงหน้าเวลาอ่านหนังสือ หรือบ่นปวดหัวหลังเรียน

สายตาสั้นคือภาวะที่มองใกล้ชัด แต่มองไกลไม่ชัด American Academy of Ophthalmology อธิบายว่าสายตาสั้นทำให้วัตถุใกล้ดูชัด แต่วัตถุไกลเบลอ เช่น อ่านใกล้ได้ แต่ดูป้ายหรือกระดานไกล ๆ ไม่ชัด

ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ ควรพามาตรวจสายตา ไม่ควรรอให้เด็กบ่นเอง เพราะบางครั้งเด็กอาจคิดว่าการมองเห็นแบบนั้นคือเรื่องปกติ

5. แว่นเดิมใส่มานาน เริ่มมองไม่สบาย

แว่นที่เคยใส่สบายเมื่อ 1–2 ปีก่อน อาจไม่เหมาะกับสายตาปัจจุบันแล้ว เพราะค่าสายตาสามารถเปลี่ยนได้ตามอายุ การใช้งาน หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้เลนส์ที่เป็นรอย เคลือบเลนส์ลอก หรือกรอบแว่นเสียทรง ก็ทำให้มองไม่ชัดและปวดตาได้เช่นกัน

ลองสังเกตตัวเองง่าย ๆ ถ้าเริ่มต้องเพ่งมากขึ้น ปวดหัวบ่อย มองไกลไม่ชัด อ่านใกล้ลำบาก หรือขับรถกลางคืนไม่มั่นใจ อาจถึงเวลาต้องเช็กแว่นคู่เดิมแล้ว

สรุป

ปัญหาสายตาในชีวิตประจำวันอาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ เช่น ปวดตา ตาพร่า แสงฟุ้ง อ่านใกล้ไม่ชัด หรือมองไกลไม่ชัด แต่ถ้าปล่อยไว้อาจทำให้ใช้ชีวิตไม่สะดวก โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานหน้าจอ ขับรถ หรือใช้สายตาตลอดวัน

การเช็กค่าสายตาและสภาพแว่นเป็นระยะ จะช่วยให้เลือกแว่นและเลนส์ได้เหมาะกับการใช้งานจริงมากขึ้น

January Optical ยินดีให้คำแนะนำเรื่องแว่น สายตา และการเลือกเลนส์ให้เหมาะกับชีวิตประจำวันของคุณครับ

แหล่งอ้างอิง

  1. American Optometric Association (AOA)
    เรื่อง Computer Vision Syndrome / Digital Eye Strain อธิบายอาการล้าตาจากการใช้จอ และแนะนำหลัก 20-20-20 คือทุก 20 นาที พักสายตามองไกล 20 ฟุต 20 วินาที 
  2. American Academy of Ophthalmology (AAO)
    เรื่อง Digital Devices and Your Eyes อธิบายว่าอาการจากการใช้จอ เช่น ตาแห้ง ตามัว ปวดตา มักเกี่ยวข้องกับการกะพริบตาน้อย การใช้จอนาน และพฤติกรรมการใช้งาน ไม่ใช่เพราะแสงสีฟ้าทำลายดวงตาโดยตรง 
  3. American Academy of Ophthalmology (AAO)
    เรื่อง Blue Light ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์ดิจิทัลทำให้เกิดโรคตา และ AAO ไม่แนะนำให้ใช้แว่นกรองแสงสีฟ้าเป็นคำตอบหลักสำหรับอาการล้าตาจากคอมพิวเตอร์ 
  4. Mayo Clinic
    เรื่อง Presbyopia อธิบายว่า “สายตายาวตามวัย” คือการที่ดวงตาค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการโฟกัสวัตถุใกล้ มักเริ่มสังเกตได้ช่วงอายุ 40 ต้น ๆ ถึงกลาง ๆ และมักมีอาการต้องถือหนังสือหรือมือถือไกลขึ้นเพื่ออ่านให้ชัด 
  5. American Academy of Ophthalmology (AAO)
    เรื่อง Presbyopia อธิบายว่าสายตายาวตามวัยเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามอายุ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด และสามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นสายตา คอนแทคเลนส์ หรือวิธีรักษาอื่นตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ 
  6. American Academy of Ophthalmology (AAO)
    เรื่อง Vision and Driving ระบุว่าปัญหาการมองเห็นบางอย่าง เช่น ตามัว แสงจ้า หรือเห็นวงแสงรอบไฟ อาจส่งผลต่อการขับรถ โดยเฉพาะเวลากลางคืน จึงควรตรวจเช็กเมื่อมีอาการผิดปกติ 
  7. American Academy of Ophthalmology (AAO)
    เรื่อง Night Vision อธิบายว่าอาการมองเห็นหรือขับรถกลางคืนลำบาก อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาดวงตาบางอย่าง เช่น ต้อกระจก ซึ่งทำให้ภาพมัว แสงจ้า หรือเห็นวงแสงรอบไฟได้ 
  8. American Academy of Ophthalmology (AAO)
    เรื่อง Screen Use for Kids อธิบายว่าเด็กที่ใช้จอนานอาจมีอาการตาแห้ง คันตา ตามัว หรือปวดศีรษะได้ และควรจัดเวลาพักสายตา/กิจกรรมกลางแจ้งให้เหมาะสม 
  9. American Academy of Ophthalmology (AAO)
    บทความ Back-to-School Vision Screening แนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตพฤติกรรมเด็ก เช่น หรี่ตาเมื่อต้องมองไกล นั่งใกล้ทีวี หรือปวดหัวเวลาอ่านหนังสือ เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าควรตรวจสายตา