ข้ามไปยังเนื้อหา
ร้านแว่นตา วัดสายตาฟรี ประกอบแว่น เปลี่ยนเลนส์ ดูแลแว่นฟรี ครบจบในร้านเดียว
โทร 090-245-1659 | LINE @jan-optic
January Optical Updates
บทความ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 02:58 น. อ่าน 6 ครั้ง

ลูกเล่นมือถือทุกวัน เสี่ยงสายตาสั้นจริงไหม? พ่อแม่ควรรู้อะไรบ้าง

ลูกเล่นมือถือทุกวัน ทำให้สายตาสั้นจริงหรือ? เปิดข้อมูลวิจัยล่าสุด พร้อมไขข้อสงสัยเรื่องการใช้หน้าจอกับสายตาเด็ก และแนะนำ 6 วิธีดูแลสายตาที่พ่อแม่ทำตามได้ง่าย ๆ รวมถึงสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีของลูกในระยะยาว

ลูกเล่นมือถือทุกวัน เสี่ยงสายตาสั้นจริงไหม? พ่อแม่ควรรู้อะไรบ้าง
บทความ January Optical
News Detail

รายละเอียดข่าว

บทความจาก January Optical

ปรับขนาดตัวอักษรบทความ เลือกขนาดที่อ่านสบาย ก่อนเริ่มอ่านเนื้อหา
ขนาดปกติ
ลูกเล่นมือถือทุกวัน เสี่ยงสายตาสั้นจริงไหม? พ่อแม่ควรรู้อะไรบ้าง

ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก ๆ ไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้เรียนออนไลน์ ดูการ์ตูน เล่นเกม หรือพูดคุยกับเพื่อน

แต่เมื่อเห็นลูกจ้องหน้าจอนานหลายชั่วโมง พ่อแม่หลายคนก็อดกังวลไม่ได้ว่า…

“ลูกเล่นมือถือทุกวัน จะทำให้สายตาสั้นหรือเปล่า?”

บางครอบครัวเริ่มสังเกตว่าลูกชอบเอาหน้าเข้าใกล้จอ บ่นปวดตา หรือมองกระดานในห้องเรียนไม่ชัด จนสงสัยว่าสาเหตุเกิดจากการใช้มือถือมากเกินไปหรือไม่

คำตอบจากงานวิจัยล่าสุดอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น เพราะความจริงแล้ว ปัญหาสายตาสั้นในเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงที่ใช้มือถือเพียงอย่างเดียว

วันนี้ January Optical ชวนมาทำความเข้าใจว่า มือถือเกี่ยวข้องกับสายตาสั้นอย่างไร และพ่อแม่สามารถช่วยดูแลสายตาของลูกได้อย่างไรบ้าง

สายตาสั้นในเด็กคืออะไร?

สายตาสั้น (Myopia) เป็นภาวะที่มองวัตถุระยะไกลไม่ชัด แต่มักมองวัตถุใกล้ ๆ ได้ชัดกว่า

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้แสงจากวัตถุระยะไกลไปโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา แทนที่จะตกลงบนจอประสาทตาพอดี

เด็กที่มีสายตาสั้นอาจมีอาการ เช่น

  • มองกระดานในห้องเรียนไม่ชัด

  • ชอบหรี่ตาเวลามองสิ่งที่อยู่ไกล

  • นั่งใกล้โทรทัศน์หรือถือหนังสือใกล้หน้า

  • บ่นปวดศีรษะหรือเมื่อยล้าตาบ่อย ๆ

สิ่งสำคัญคือ สายตาสั้นมักเริ่มเกิดขึ้นในวัยเด็กและอาจเพิ่มขึ้นระหว่างช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต

การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยให้เด็กได้รับการตรวจประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

เล่นมือถือมาก เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือ?

คำตอบคือ มีหลักฐานพบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หน้าจอเป็นเวลานานกับสายตาสั้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามือถือเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ได้รวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัย 45 เรื่อง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวม 335,524 คน

ผลการวิเคราะห์พบว่า การใช้หน้าจอดิจิทัลเพิ่มขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับค่าโอกาสเชิงสถิติ (odds) ของการมีสายตาสั้นที่สูงขึ้นประมาณ 21%

นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้หน้าจอ โดยเฉพาะในช่วงประมาณ 1–4 ชั่วโมงต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 21% ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่เล่นมือถือเพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมงจะมีโอกาสสายตาสั้นเพิ่มขึ้น 21 จุดเปอร์เซ็นต์ และไม่ได้พิสูจน์ว่ามือถือทำให้เกิดสายตาสั้นโดยตรง

เพราะการเกิดสายตาสั้นยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น พันธุกรรม ระยะการมองใกล้ การทำกิจกรรมกลางแจ้ง และพฤติกรรมการใช้สายตาในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น แทนที่จะถามเพียงว่า “ลูกเล่นมือถือวันละกี่ชั่วโมง?” เราอาจต้องสังเกตด้วยว่า ลูกใช้สายตาอย่างไรระหว่างเล่นมือถือ และใช้เวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นมากน้อยเพียงใด

ทำไมการจ้องหน้าจอใกล้ ๆ เป็นเวลานานจึงน่ากังวล?

ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งนอนเล่นมือถือบนเตียง โดยถือหน้าจอห่างจากดวงตาเพียงไม่กี่เซนติเมตร และเล่นเกมต่อเนื่องนานเป็นชั่วโมงโดยแทบไม่เงยหน้ามองไปที่อื่น

พฤติกรรมลักษณะนี้มีประเด็นที่ควรใส่ใจอย่างน้อย 3 เรื่อง

1. การใช้สายตาระยะใกล้ต่อเนื่อง

การมองสิ่งของระยะใกล้ทำให้ระบบโฟกัสของดวงตาต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยบางชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการทำกิจกรรมระยะใกล้มาก ๆ โดยเฉพาะระยะน้อยกว่า 20 เซนติเมตร และการใช้สายตาใกล้ต่อเนื่องเกิน 45 นาที กับภาวะสายตาสั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการอ่านหนังสือหรือใช้มือถือใกล้ ๆ จะทำให้สายตาสั้นทันที แต่เป็นพฤติกรรมที่ควรจัดให้มีการพักเป็นระยะ

2. เด็กกะพริบตาน้อยลง

เวลาจ้องหน้าจออย่างตั้งใจ เด็กอาจกะพริบตาน้อยลงโดยไม่รู้ตัว

สิ่งนี้อาจทำให้เกิดอาการตาแห้ง แสบตา ระคายเคือง ตาพร่าชั่วคราว หรือเมื่อยล้าตาได้

หากลูกบ่นว่าปวดตาหรือชอบขยี้ตาหลังใช้มือถือ จึงไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นสายตาสั้น เพราะอาจมีปัญหาอื่นร่วมด้วย

3. เวลาทำกิจกรรมกลางแจ้งลดลง

เด็กที่ใช้เวลาว่างอยู่กับหน้าจอมาก อาจมีเวลาออกไปวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งน้อยลง

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะงานวิจัยพบอย่างสม่ำเสมอว่า การใช้เวลากลางแจ้งมากขึ้นสัมพันธ์กับโอกาสเริ่มเกิดสายตาสั้นที่ลดลงในเด็ก

เรื่องน่าสนใจ! การเล่นกลางแจ้งอาจช่วยลดโอกาสเกิดสายตาสั้น

หลายคนอาจคิดว่าการดูแลสายตาของลูกต้องเริ่มจากการซื้อแว่นหรืออุปกรณ์พิเศษ

แต่หนึ่งในวิธีที่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนคือ ส่งเสริมให้เด็กออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ

งานวิเคราะห์อภิมานที่เผยแพร่ในวารสาร Ophthalmic Research ปี 2024 ศึกษาข้อมูลเด็กและวัยรุ่นรวม 12,922 คน พบว่าการใช้เวลากลางแจ้งมากขึ้นมีความสัมพันธ์กับการลดโอกาสเริ่มเกิดสายตาสั้น

ข้อสังเกตสำคัญคือ การเพิ่มเวลากลางแจ้งมีหลักฐานชัดเจนกว่าในด้านการช่วยป้องกันหรือชะลอการเริ่มเกิดสายตาสั้น มากกว่าการชะลอค่าสายตาที่เพิ่มขึ้นในเด็กที่สายตาสั้นอยู่แล้ว

สำหรับผู้ปกครอง สามารถเริ่มได้ง่าย ๆ เช่น พาลูกเดินเล่น ปั่นจักรยาน เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมในสวน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตาแนะนำให้เด็กมีเวลากลางแจ้งอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน และอาจตั้งเป้า 1–2 ชั่วโมงตามความเหมาะสม

ควรเลือกช่วงเวลาที่อากาศไม่ร้อนจัด มีการป้องกันแสงแดดอย่างเหมาะสม และไม่ให้เด็กจ้องดวงอาทิตย์โดยตรง

6 วิธีดูแลสายตาเด็กในยุคมือถือ ที่พ่อแม่ทำตามได้

1. ใช้กฎ 20-20-20 พักสายตาเป็นระยะ

ทุก ๆ 20 นาทีที่ใช้หน้าจอ ให้ลูกเงยหน้ามองวัตถุที่อยู่ไกลประมาณ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที

วิธีนี้เป็นคำแนะนำที่ใช้กันทั่วไปเพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้ แต่ยังไม่ใช่วิธีที่พิสูจน์ว่าสามารถป้องกันสายตาสั้นได้โดยตรง

2. อย่าถือมือถือใกล้ดวงตาเกินไป

แนะนำให้ถือมือถือหรือหนังสือห่างจากดวงตาอย่างน้อยประมาณ 30 เซนติเมตร และปรับขนาดตัวอักษรให้มองเห็นได้สบาย

หลีกเลี่ยงการนอนเล่นมือถือโดยถือหน้าจอชิดใบหน้า

3. จัดเวลาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกวัน

ชวนลูกทำกิจกรรมที่สนุกและเหมาะกับวัย เช่น เล่นบอล เดินเล่น หรือปั่นจักรยาน แทนการใช้เวลาว่างทั้งหมดอยู่หน้าจอ

ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้เทคโนโลยี แต่ควรสร้างสมดุลระหว่างการเรียน การพักผ่อน และการเล่นกลางแจ้ง

4. สังเกตอาการตาแห้งและเตือนให้กะพริบตา

หากลูกใช้หน้าจอติดต่อกันนาน ควรเตือนให้พัก มองออกไปไกล ๆ และกะพริบตาตามปกติ

ถ้ามีอาการตาแดง แสบตา หรือระคายเคืองบ่อยครั้ง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจหาสาเหตุ

5. ลดการใช้มือถือก่อนเข้านอน

แสงและเนื้อหาบนหน้าจอช่วงกลางคืนอาจรบกวนวงจรการนอนหลับ โดยเฉพาะเมื่อเล่นมือถือจนดึก

ผู้ปกครองอาจกำหนดช่วงปลอดหน้าจอก่อนนอนประมาณ 1 ชั่วโมง หรือปรับตามกิจวัตรของครอบครัว เพื่อช่วยให้เด็กมีเวลาผ่อนคลายและนอนหลับอย่างเพียงพอ

6. ตรวจสายตาและสุขภาพตาตามวัย

เด็กบางคนไม่รู้ว่าตัวเองมองเห็นไม่ชัด เพราะคุ้นเคยกับการมองเห็นแบบนั้นมาตลอด

จึงควรพาเด็กเข้ารับการคัดกรองสายตาตามวัย และรับการตรวจอย่างครบถ้วนเมื่อพบความผิดปกติ

โดยเฉพาะครอบครัวที่คุณพ่อหรือคุณแม่มีสายตาสั้น เด็กอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากปัจจัยทางพันธุกรรม

7 สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ลองสังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่

  1. ชอบหรี่ตาเวลามองไกล

  2. บ่นว่ามองกระดานในห้องเรียนไม่ชัด

  3. ชอบถือมือถือหรือหนังสือชิดใบหน้า

  4. ปวดศีรษะหรือปวดตาบ่อยหลังอ่านหนังสือ

  5. ขยี้ตาหรือกะพริบตาถี่ผิดปกติ

  6. ต้องปิดตาข้างหนึ่งหรือเอียงศีรษะเวลามองสิ่งของ

  7. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาหรือบ่นว่ามองเห็นภาพซ้อน

อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าลูกมีสายตาสั้นเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาการมองเห็นอื่น ๆ ที่ควรได้รับการตรวจ

หากเด็กมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นบ่อย ควรพาไปพบจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสายตาเด็กที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

หากมองเห็นลดลงอย่างฉับพลัน ปวดตารุนแรง หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจทางการแพทย์โดยเร็ว

คำถามที่พ่อแม่สงสัยบ่อย

ลูกเล่นมือถือวันละ 2 ชั่วโมง จะสายตาสั้นไหม?

ไม่สามารถตอบจากจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียวได้ เพราะยังต้องพิจารณาระยะการมอง การพักสายตา กิจกรรมกลางแจ้ง พันธุกรรม และปัจจัยอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานานยังเป็นแนวทางที่เหมาะสม

อ่านหนังสือนาน ๆ ก็เสี่ยงสายตาสั้นเหมือนใช้มือถือหรือไม่?

การอ่านหนังสือก็เป็นกิจกรรมที่ใช้สายตาระยะใกล้เช่นกัน งานวิจัยจึงให้ความสำคัญกับทั้งระยะห่างและเวลาที่ใช้สายตาใกล้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล

เด็กยังสามารถอ่านหนังสือได้ตามปกติ เพียงควรจัดระยะอ่านให้เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ และพักสายตาเป็นระยะ

แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยป้องกันสายตาสั้นในเด็กได้ไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าแว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยป้องกันสายตาสั้นในเด็กได้

งานทบทวนหลักฐานของ Cochrane ยังไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจนของเลนส์กรองแสงสีฟ้าในการลดอาการล้าตาจากหน้าจอเมื่อเทียบกับเลนส์ทั่วไปในระยะสั้น

หากเด็กมีปัญหาการมองเห็น ควรตรวจหาสาเหตุและเลือกวิธีแก้ไขให้เหมาะสม แทนการพึ่งพาเลนส์กรองแสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียว

ลูกสายตาสั้นแล้ว ยังจำเป็นต้องลดเวลาใช้หน้าจอไหม?

ยังควรดูแลพฤติกรรมการใช้สายตา พักสายตา และส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้งเหมือนเดิม

หากเด็กมีสายตาสั้นอยู่แล้ว ควรได้รับการติดตามค่าสายตาและประเมินความจำเป็นในการชะลอสายตาสั้นโดยผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากแว่นสายตาทั่วไป

สรุป: ไม่ต้องห้ามลูกเล่นมือถือทั้งหมด แต่ควรสอนให้ใช้อย่างเหมาะสม

มือถือและแท็บเล็ตไม่ได้เป็นสิ่งที่เด็กทุกคนต้องหลีกเลี่ยง เพราะเทคโนโลยียังมีประโยชน์ทั้งด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และความบันเทิง

สิ่งสำคัญคือการสร้างพฤติกรรมการใช้สายตาที่ดีตั้งแต่เด็ก

พักสายตาเป็นระยะ ไม่จ้องจอใกล้เกินไป ใช้เวลากลางแจ้งให้เพียงพอ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของการมองเห็น

โดยเฉพาะเด็กที่มีพ่อแม่สายตาสั้น หรือเริ่มมีอาการมองไกลไม่ชัด ควรได้รับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

เพราะการดูแลสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงการมองเห็นชัดในวันนี้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพดวงตาในระยะยาวด้วย


ดูแลการมองเห็นของทุกคนในครอบครัว กับ January Optical

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกมองเห็นไม่ชัด หรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกแว่นสายตาที่เหมาะสม สามารถสอบถามข้อมูลบริการได้ที่ January Optical ร้านแว่นตาในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

เรามีบริการวัดสายตา ประกอบแว่น และให้คำแนะนำเรื่องกรอบและเลนส์สายตา โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับผู้ใช้งาน

สำหรับเด็กที่มีอาการผิดปกติหรือสงสัยโรคตา แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างครบถ้วนกับจักษุแพทย์ก่อน เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

เว็บไซต์: https://januaryoptical.com/

LINE Official Account: @jan-optic

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1. Optometry Times (2026)

Danley, C. M. The screen time question: What to ask and when to look deeper. เผยแพร่ 12 ตุลาคม 2026

บทความต้นทางที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หน้าจอ สายตาสั้น อาการตาแห้ง และการตรวจประเมินสายตาเด็ก

อ่านบทความ Optometry Times

2. JAMA Network Open (2025)

Ha, A., et al. Digital Screen Time and Myopia: A Systematic Review and Dose-Response Meta-Analysis.

งานวิเคราะห์อภิมานจาก 45 การศึกษา ครอบคลุมผู้เข้าร่วม 335,524 คน

อ่านงานวิจัยผ่าน PubMed

DOI: 10.1001/jamanetworkopen.2024.60026

3. Ophthalmic Research (2024)

Li, D., Min, S., & Li, X. Is Spending More Time Outdoors Able to Prevent and Control Myopia in Children and Adolescents? A Meta-Analysis.

งานวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมกลางแจ้งกับการเกิดและการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็ก

อ่านงานวิจัยผ่าน PubMed

DOI: 10.1159/000539229

4. American Association for Pediatric Ophthalmology and Strabismus (AAPOS)

Myopia and Treatment of Myopia in Children.

ข้อมูลเกี่ยวกับสายตาสั้นในเด็ก ปัจจัยเสี่ยง ระยะการใช้สายตา และแนวทางดูแล

อ่านข้อมูลจาก AAPOS

5. American Academy of Ophthalmology (AAO)

Myopia Control in Children. เผยแพร่ 18 สิงหาคม 2026

คำแนะนำเกี่ยวกับสายตาสั้นในเด็กและแนวทางลดความเสี่ยง

อ่านข้อมูลจาก AAO

6. Cochrane (2023)

Blue-light filtering spectacle lenses for visual performance, macular protection, and improving sleep quality.

งานทบทวนหลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเลนส์กรองแสงสีฟ้า

อ่านงานทบทวนจาก Cochrane

เรียบเรียงเพื่อเผยแพร่ให้ความรู้โดย January Optical | ปรับปรุงข้อมูล พฤศจิกายน 2569 (2026)